2010/Apr/11

   บางคนเร่งทำงานทุกอย่าง อยากให้งานทุกอย่างเสร็จเร็วสิ่งอะไรก็อยากได้เดี๋ยวนั้น นัดประชุมจนเต็มตาราง หากมีช่องว่างก็จะหาทางนัดทำเรื่องอื่นๆ อีก เมื่อไรว่างจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยประสิทธิภาพทันที คนประเภทนี้จะมีภารกิจตลอดเวลาตามจริงแล้วชีวิตเราในแต่ละวันควรมีเวลาผ่อนคลาย มีเวลาพักมีเวลาคิด มีเวลาทบทวน หากตารางนัดเราแน่นไป เราก็ยังมีวันพรุ่งนี้ มีมะรืนนี้ มีอาทิตย์หน้า เดือนหน้า เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่าชีวิตเราต้องการความสมดุล ต้องพักผ่อน ต้องการความสนุกสนาน หัวเราะ ต้องการมิตรภาพและสังคมด้วย เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเรางานหนักเกินไป ขอให้เราคิดถึงเรื่องต่อไปนี้นานมาแล้ว มีพระราชา ผู้ซึ่งบอกกับคนขี่ม้าของเขาว่าถ้าเขาสามารถขี่ม้าไปครองพื้นที่ได้มากเท่าไรก็ตาม พระราชาจะยกที่ดินนั้นให้กับเขา คนขี่ม้าจึงควบม้าของเขาไปอย่างรวดเร็ว เพื่อครอบครองที่ดินให้มากเท่าที่จะทำได้ เขาเร่งควบม้าไปเรื่อยๆเร็วเท่าที่ม้าจะรับไหวเมื่อเขาหิวหรือเหนื่อยเขาไม่หยุดควบม้า เพราะเขาต้องการครอบครองดินแดนให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาหมดแรงและกำลังจะตาย เขาจึงถามตัวเองว่าทำไมเราถึงกดดันตัวเองอย่างหนัก เพื่อให้ได้ครอบครองผืนดิน?ตอนนี้เรากำลังจะตายและเราก็ต้องการเพียงแค่ที่ดินเล็กๆ เพื่อฝังศพตัวเอง”  เรื่องข้างต้นก็เหมือนการเดินทางของชีวิตพวกเรา พวกเราผลักดันตัวเองอย่างนี้ทุกวันเพื่อให้ได้เงินมากๆ มีอำนาจ และเป็นที่ยอมรับ พวกเราละเลยที่จะดูแลสุขภาพ ให้เวลากับครอบครัว และชื่นชมกับสิ่งสวยงามรอบตัว และงานอดิเรกที่เรารักหรือไม่

วันหนึ่ง เมื่อเรามองกลับไป พวกเราจะตระหนักว่า เราไม่ได้ต้องการมันมากนัก แต่เมื่อเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้กับสิ่งที่เราพลาดไปเราก็อาจเริ่มต้นสำหรับวันนี้และวันข้างหน้าได้ ชีวิตไม่ใช่การสร้างเงินสร้างอำนาจ หรือการยอมรับเท่านั้น ชีวิตไม่ใช่การทำงานเท่านั้น แต่เราก็ยังมีสิ่งอื่นๆอีก ที่ทำให้เราสนุกกับความงามและความพึงพอใจของชีวิต ชีวิตคือความสมดุลของงานและการสร้างครอบครัวและเวลาส่วนตัวเราได้ตัดสินใจว่าจะสร้างสมดุลให้กับชีวิตเราอย่างไร เราจะต้องกำหนดลำดับความสำคัญของเราเอง ตระหนักว่าอะไรที่เราสามารถยอมรับได้และระลึกเสมอว่าถ้างานนั้นไม่เร่งด่วนมาก เราก็ยังมี วันอื่นๆ ที่จะทำได้อีกมีหัวหน้าคนหนึ่ง เขามีลูกน้องอยู่ 5 คน และได้รับคำแนะนำว่าเขาควรให้เวลาลูกน้องคนละวันเพื่อพูดคุยและแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันครั้งแรกที่ได้ฟัง เขาตกใจมาก เพราะเขาคิดว่าเขาจะต้องใช้เวลาอาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์ในการพูดคุยกับลูกน้อง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเขาจะไม่มีเวลาทำงานอย่างอื่นเลย แต่เมื่อได้รับความกระจ่างว่าเขาก็อาจให้เวลากับลูกน้องคนแรกในอาทิตย์ที่ 1 ลูกน้องคนที่สองในอาทิตย์ที่ 2 และลูกน้องคนอื่นๆ ในอาทิตย์ต่อ ๆ ไป ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าในแต่ละอาทิตย์เขามีเวลาทำงาน 4 วันและให้เวลากับลูกน้องวันเดียว เท่านั้น เขาสามารถวางแผนเพื่อไม่ให้แต่ละวันมีงานที่กดดันมากเกินไป
การที่เรามองเห็นว่าเรายังมีเวลาอื่นๆ ก็ทำให้เราจัดการและวางแผนได้ง่ายขึ้น ดีกว่าการที่เราต้องการทำทุก ๆ อย่าง ในเวลาเดียวกัน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับชีวิต ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น

เขียนโดย Administrator  วันพุธที่ 09 กันยายน 2009 เวลา 14:45 น. แก้ไข ใน วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2009 เวลา 11:33 น.

2010/Apr/11

หลายคนมักคิดว่า ตนเองสามารถคิดนอกกรอบได้ มันเป็นเพียงกระแสนิยม เนื่องจากมนุษย์มักคิดว่าตัวเองแตกต่างหรือดีกว่าผู้อื่น หากจะคิดให้ตรงตามหลักการ การคิดนอกกรอบเป็นสิ่งที่ดี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก สร้างความแปลกใหม่ให้กับสังคม ไม่ย่ำอยู่กับที่ตลอดชีวิต

ตามความคิดของผม โลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภทเท่านั้นที่สามารถคิดนอกกรอบได้จริงๆ นั่นคือ เด็กและคนบ้า การที่เด็กและคนบ้าสามารถคิดนอกกรอบได้เพราะพวกเขาไม่มีกรอบ ไม่มีเส้นทึบตีรอบอิสระทางความคิด ต่างกับพวกเราที่มีกรอบความคิด มีกำแพงหนากั้นไม่ให้พวกเราก้าวข้ามออกไป
การคิดนอกกรอบของพวกเราจะทำให้เกิดการคิดแบบหลงทาง เพราะกรอบความคิดที่ล้อมตัวพวกเราอยู่นั้น ผ่านกระบวนการทดสอบ ขนบธรรมเนียม และค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่นมานานนม ได้รับความเคารพว่า เป็นความคิดที่ดี พอพวกเราคิดจะปีนข้ามความคิดเหล่านี้ก็จะถูกประณามว่า คิดหลงทาง คิดไร้สาระ คิดมั่วไป
ผมขอยกตัวอย่างการคิดนอกกรอบของเด็กและคนบ้า ที่ผมประสบมากับตนเองให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ
1.
ลูกของผมยังเล็กสามารถเห่าได้เสียงเหมือนหมา ผมจึงได้ข้อคิดว่า เด็กในปัจจุบันเลียนเสียงแบบสิ่งใกล้ตัวเขามากกว่าพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ พี่เลี้ยง หมา2. วันหนึ่งลูกสาวของผมถามว่า คุณพ่อค่ะพระพุทธเจ้าท่านแคะขี้มูกหรือเปล่าผมตอบกลับไปว่า พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เอาไว้เราไปถามพระกันดีกว่านะลูกผมพาลูกสาวไปพบพระอาจารย์ลุ่ม เจ้าอาวาสของวักโคกขี้หมอน ผมจึงเลียนถามพระอาจารย์ลุ่มว่า พระพุทธเจ้าแคะขี้มูกหรือเปล่าครับท่านพระอาจารย์ลุ่มไขข้อข้องใจว่า ท่านพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์และเป็นมนุษย์ ท่านอาจจะเคยแคะขี้มูก แต่คงแคะแบบสำรวม ไม่ทำให้คนอื่นๆ มองว่าน่าเกลียด เนื่องจากท่านดำรงอยู่ในกรอบลการปฏิบัติที่ดีงามประเด็นไม่ใช่เรื่องการแคะขี้มูกของพระพุทธิเจ้า แต่จุดใหญ่ใจความอยู่ที่จะมีสักกี่คนที่สงสัยเรื่องพระพุทธเจ้าเคยแคะขี้มูกหรือเปล่า3. ผมบังเอิญได้รู้จักกับคนบ้าคนหนึ่งชื่อ หนุ่มหนุ่มมีอาการทางจิต คิดว่าตนเองเป็นตำรวจจราจรชอบออกมาโบกรถเหมือนตำรวจจราจร ร้องเพลงไปโบกรถไป ทุกครั้งที่เจอผม เขาจะเข้ามาทักทันที ทำวันทยหัตถ์พร้อมพูดว่า สวัสดีครับหมอเสียงดังฟังชัด ผมมักจะให้เงินเขา 10 บาททุกครั้งผมจะคอยบอกเขาว่าถ้าเห็นภรรยาหรือลูกของผมจะข้ามถนน หนุ่มต้องช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยนะ
บางครั้งที่หนุ่มเป็นโรคผิวหนัง เพราะไม่ค่อยได้อาบน้ำสักเท่าไร ผมก็จะเรียกเข้าไปในคลินิก ฉีดยาแก้แพ้ให้ ถึงเขาจะเป็นบ้า แต่ก็เข้าใจคำว่า บุญคุณได้เป็นอย่างดี เวลาครอบครัวของผมจะข้ามถนน หนุ่มจะรีบเข้ามาโบกรถให้เสมอ

มีคนบ้าอีกคนที่ผมอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบ คนบ้าคนนี้มีพฤติกรรมชอบแลบลิ้นตลอดเวลาเขาบอกกับทุกคนว่าเขาสามารถมองเห็นผี มองเห็นวิญญาณได้ เขาเคยพูดกับผมว่า
หมอครับคนอื่นๆ เขามองไม่เห็นผีหรอกครับ แต่ผมเห็น ผมรู้ว่าผีมีจริง โลกหลังความตายมีอยู่จริง ผมถึงพยายามทำบุญทำทานอยู่ตลอดเวลา ผมจะได้ไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องทรมานตอนตายไปแล้ว
การที่เขามองเห็นผี อาจจะเกิดจากอาการทางประสาท แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาพยายามทำบุญทำสิ่งที่ดีให้กับสังคม ผิดกับพวกเราที่ทุกวันมุ่งหน้าหาเงินหาทอง จมอยู่กับสังคมวัตถุนิยม

หลายครั้งที่ผมกลับคิดว่าพวกเราหรือพวกเขาที่บ้ากันแน่บางครั้งสิ่งที่คนบ้าทำก็สามารถสอนเราได้ เขามีมุมมองที่แตกต่างจากเราถ้าเราเปิดใจรับฟังแบบ ไม่โต้แย้งในใจแล้วลองคิดตาม เลือกสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาปฏิบัติตาม
คำถาม 4 ข้อ ก่อนคิดนอกกรอบ1. ความคิดเดิมที่มีอยู่แล้ว ดีหรือไม่ดีอย่างไร
2.
ผลเชิงบวกที่ได้จากความคิดนอกกรอบของคุณมีอะไรบ้าง
3.
ผลเชิงลบที่ได้จากความคิดนอกกรอบของคุณมีอะไรบ้าง
4.
คุณจะจัดการกับผลเชิงลบที่ได้มานั้นอย่างไรหากคุณอยากจะมีความคิดแบบนอกกรอบ อยากบอกคนอื่นได้เต็มปากว่าคุณเป็นคนมีความคิดนอกกรอบคุณต้องตอบคำถามทั้งหมดนี้ให้ได้เสียก่อน และต้องเข้าใจกับคำตอบนั้นด้วย
การคิดนอกกรอบนั้นอาศัยหลักง่ายๆ คือ การเปิดใจให้กว้าง รับฟังคำแนะนำของคนอื่น คิดโดยใช้ปัญญาเป็นตัวตั้ง ยืนอยู่บนหลักเหตุและผล ไม่มีความลำเอียงต่อพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง
หากพวกเราทำได้อย่างที่ผมเขียนมา สังคมของเราจะได้อะไรใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้คนที่พยายามคิดนอกกรอบอาจจะถูกหลายคนดูแคลานว่าบ้า
แต่คนบ้ากับคนฉลาดห่างกันเพียงปลายก้อยเท่านั้น

ข้อมูลจาก  http://www.clinicrak.com  โดยนายแพทย์วิวัฒน์  วิริยกิจจา
([
ที่มา..นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 334 กุมภาพันธ์ 2550]

เขียนโดย Administrator    วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2009 เวลา 15:23 น.

2010/Apr/11

หลายวันก่อนได้ทานข้าวร่วมกับ เพื่อนๆต่างบริษัท แต่เครือเดียวกัน ระหว่างทานข้าวก็คุยกันเรื่อยเปื่อย แต่มาสะดุดตรงเรื่องการประเมิน 360 องศา ซึ่งการประเมิน 360 องศา สำหรับบริษัทของผมนั้น ถูกนำมาใช้อย่างประกอบการพิจารณาผลตอบแทน ทุกรูปแบบ และการประเมินนี้ จะสะสมข้อมูลกันตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าทำงานเลยทีเดียว บางแผนกอาจนำการประเมินทุกๆ 2 สัปดาห์ก็ยังมี ดังนั้นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการประเมิน 360 องศา จึงมีหลายมุมมองให้เมาท์กันก่อนอื่นๆต้องเกริ่นก่อนว่า การประเมิน 360 องศา คือ การให้ หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน (ทั้งที่เป็นฝ่ายเดียวกัน หรือ เพื่อนร่วมงานต่างๆที่ทำงานร่วมกัน) ลูกน้อง ประเมินตัวเราเอง และบางทีก็ให้ตัวเราประเมินตัวเองด้วย (การประเมิน 360 องศา จะดีได้ต้องประเมินทั้ง พฤติกรรม และความสามารถ โดยมีน้ำหนักทั้งสองประเด็นเท่าๆกัน) ซึ่งการประเมินในลักษณะดังต่อไปนี้ จะมีประโยชน์มากมายเลยเช่น1)สำหรับผู้เป็นหัวหน้า เมื่ออ่านผลการประเมินจากเพื่อนร่วมงาน ของลูกน้องตัวเองกรณีที่ 1 : คะแนนดีทุกคนกรณีนี้หากไม่มีผลตอบแทนมาเกี่ยวข้อง และเด็กไม่ได้ต่อต้านการประเมิน 360 องศา สิ่งนี้จะสะท้อน ระดับความสามัคคี ของความร่วมมือ และบรรยากาศ น่าจะดีกรณีที่ 2 : ดีเพียงบางกลุ่ม แต่อีกกลุ่มแย่กว่า อาจจะไม่มาก
-
จะเห็นภาพ ของ Informal organization ชัดเจนมาก เราจะเห็นได้เลยว่า ใครเป็นพรรคพวกของใคร เพราะคะแนนของพรรคพวกตัวเอง จะดีกว่า อีกขั้วหนึ่ง อย่างเห็นได้ชัด
กรณีที่ 3 : มีบางคนแย่โดดเด่น
-
จะพบว่า ลูกน้องตัวเอง คนใด กำลัง ถูกโดดเดี่ยว เพราะคะแนนจะต่ำมาก ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัส กรณีนี้เราในฐานะหัวหน้างาน อย่าเพิ่งสรุปว่า คนที่ได้คะแนนต่ำสุดเป็นคนไม่ดีนะครับ เราจำเป็นต้องตรวจสอบ โดยการเฝ้าสังเกตพนักงานคนนั้น และเรียกมาสอบถาม เพื่อค้นหาความจริง ซึ่งสิ่งที่ผมพบ คือ จะมีทั้งที่แย่จริงๆ กับ พวกที่เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดที่เหนือกว่าเพื่อนร่วมงานมาก จนเพื่อนไม่ยอมรับ เขาจึงปลีกตัวออกจากลุ่ม เช่น กลุ่มเพื่อนมองว่า บริษัทกำลังเอาเปรียบพวกเขา แต่เด็กคนที่ได้คะแนนแย่ กลับมองว่า พวกเราต่างหากที่เอาเปรียบบริษัท เพราะทำงานไม่เต็มแค่นี้เองเพื่อนๆก็ไม่ชอบขี้หน้าแล้ว และยิ่งคุยกันหลายเรื่องมากขึ้นไปอีก พวกเขาจะขัดกันแทบทุกเรื่อง
2)สำหรับผู้เป็นหัวหน้า เมื่ออ่านผลการประเมินจากลูกน้อง ของลูกน้องตัวเอง

กรณีที่ 1: ลูกน้อง ให้คะแนน พฤติกรรม หัวหน้า ดี แต่ คะแนน ความสามารถต่ำ

- จะเห็นภาพ ความคะแนนนิยม ของ หัวหน้า กับ ลูกน้องของเขา ซึ่งคะแนนนิยมนี้ จะสะท้อนออกมาชัดเจนมากในส่วน การประเมิน พฤติกรรม แต่การที่คะแนนประเมินด้านความสามารถต่ำ แสดงว่า หัวหน้าคนนี้แก้ปัญหาลูกน้องไม่ค่อยได้ แต่ทักษะการสื่อสารและการวางตัวดี จนสามารถยึดใจลูกน้องได้ (แต่ที่ผมสัมผัสเอง พบว่า บุคคลเหล่านี้ จะมีน้ำใจ pay และเป็นผู้ฟังที่ดี ดังนั้นเขาจึงเป็นที่รัก และมักจะพูดให้คนอื่นๆสงสารตัวเอง หลายครั้งตามใจลูกน้อง)กรณีที่ 2: ลูกน้อง ให้คะแนน พฤติกรรม หัวหน้า ดี และ คะแนน ความสามารถ ดีเช่นกัน
-
หัวหน้างานที่คะแนนพฤติกรรมดี มักจะมีทักษะการสื่อสารที่ดี ใจเย็น และหากมีความสามารถระดับหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาทีมงานได้ คะแนนประเมินด้านความสามารถก็มักจะสูงตามไปด้วย แต่หากเราดู KPI ของหน่วยงานนั้น หากมันแย่ แสดงให้เห็นว่า ความสามารถที่แท้จริงของหัวหน้างานคนนั้นมีโอกาสเป็นความสามารถจอมปลอมได้เช่นกันได้กรณีที่ 3: ลูกน้อง ให้คะแนน พฤติกรรม หัวหน้า ต่ำ และ คะแนน ความสามารถ ต่ำ
-
หัวหน้างานที่คะแนนพฤติกรรม ต่ำ จะมีทั้งพวกบ้างาน และพวกไม่เอาไหนเลย รักตัวกลัวตาย เมื่อคะแนนประเมินพฤติกรรมต่ำ โอกาสที่คะแนนความสามารถจะสูงนั้น ก็จะน้อยตามไปด้วย
กรณีที่ 4: ลูกน้อง ให้คะแนน พฤติกรรม หัวหน้า ต่ำ และ คะแนน ความสามารถ สูง
-
หากเกิดกรณีจะค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่า หัวหน้างานคนนี้บ้างาน แต่เก่งจนทีมงานยอมรับ
3) สำหรับผู้เป็นหัวหน้า เมื่ออ่านผลการประเมินจากลูกน้อง ประเมินหัวหน้า เทียบกับ การประเมินตนเองของหัวหน้ากรณีที่ 1: คะแนนสอดคล้องกัน กรณีนี้มั่นใจ ได้ว่าหัวหน้างานคนนี้ มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และมีความชัดเจนในการวางตัวกรณีที่ 2: คะแนนออกไปคนละทิศทางกรณีมั่นใจได้เลยว่า หัวหน้าคนนี้มีปัญหาการสื่อสารกับทีมงานจริงๆแล้ว การประเมิน 360 องศา นั้นเป็นการประเมิน เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อนของพนักงาน แต่หลายองค์กรกลับนำมาใช้เพื่อการประเมินผลปรับผลตอบแทน ทำให้สิ่งต่างๆถูกบิดเบือนได้ง่าย สำหรับรูปแบบของการบิดเบือนมีตัวอย่างการนำไปใช้ ดังต่อไปนี้ คือ

1. ใช้อำนาจของผู้ที่มีอำนาจกำหนดผู้ประเมิน เช่น บางหน่วยงานมีคนประเมินได้ 3 คน แต่มีการใช้ผู้มีอำนาจของผู้กำหนดคนประเมิน เลือกคนที่เป็นพรรคพวกตัวเองประเมิน
2.
ใช้อำนาจของผู้ที่เห็นผลการประเมิน ทำการตัดกลุ่มที่ประเมินแย่ทิ้ง แล้วแอบเปลี่ยนผลการประเมินเข้าข้างตัวเอง
3.
ใช้อำนาจที่สามารถกำหนดผู้ประเมิน ทำการกลั่นแกล้ง อีกฝ่าย โดยการเลือกแต่คนที่ไม่ชอบขี้หน้าคนๆนั้นเป็นผู้ประเมิน
4.
ประเมินฮั้วกัน เพื่อจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

5.
ผู้มีอำนาจเห็นผลประเมิน ใช้ผลประเมิน แอบนำไปบอกคนอื่น เพื่อทำให้เกิดศัตรูกับ อริของเขาให้มากขึ้น เป็นต้น

สรุปแล้ว การประเมิน 360 องศา นั้น เป็นเพียงตัวสะท้อนภาพ จุดที่มีปัญหา ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า เราควรตรวจสอบ แก้ไขที่จุดใด ทำให้ลดเวลาในการตรวจสอบของเราลง แต่การประเมิน 360 องศาหากผูกติดกับผลตอบแทน ผลที่ได้จากการประเมินมักเชื่อถือไม่ค่อยได้ ทำให้ไม่มีประโยชน์ที่จะทำการประเมิน

เขียนโดย Administrator    วันพุธที่ 02 กันยายน 2009 เวลา 16:07 น. มาจาก web ที่ office ค่ะ

2009/Oct/27

คำว่า แต่งงาน โดย นพ.สุกมล
บทความโดย นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล / ภาควิชาจิตเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะผู้ชายดีๆ ที่หายากคนหนึ่งผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆครับ...ช่วงเวลาในการเลือกคู่ของเธอทั้งหลายช่างสั้นยิ่งนัก เพราะ
ช่วงอายุขัยของวัยสาวเริ่มผลิบานเมื่อประมาณ 13 ปี แล้วมาสุดเขตแดนเมื่อวัยสามสิบ...วันเกิดครบรอบ 30 จึงเป็นตัวเลข! แห่งความสะเทือนขวัญก่อให้เกิดความตื่นตระหนก...  หลายคนไม่อยากพูดถึง คนอื่นก็ไม่ควรเอ่ยปากด้วย...
ถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง ยกเว้นพวกมีวาจาเป็นอาวุธ

ที่ชอบถามว่า
'ปาอะไรเอ่ยที่ผู้หญิงกลัวที่สุด '
        เฉลย ' ปาเข้าไปสามสิบยังไม่มีผัว '
... ใครดันถาม มันผู้นั้นสมควรตาย

ตอนเรียนหนังสือเป็นนักเรียนนักศึกษาคุณพ่อคุณแม่ก็สอนนักสอนหนาว่า
'อย่าริรักในวัยเรียน ' 'ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีจบแล้วค่อยมีแฟน '

ทั้งๆ ที่ไอ้ตอนเรียนหนังสือมีโอกาสพบปะเพศตรงข้าม มากหน้าหลายตา ก็หาได้สนใจไม่ เป็นคนประเภท ' รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน '  ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษา...เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตนหลังจบการศึกษา ประกอบสัมมาอาชีวะ ขณะเดียวกันก็ใช้ เวลาว่างเลือกสรร ควานหา ผู้จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต ตั้งสเปกว่าต้องได้แฟนหนุ่มประเภทซูเปอร์เพอร์เฟคอย่างวิลลี่ แมคอินทอชหรือจอห์นนี่ แอนโฟเน่ หรืออย่าง น้อยๆก็ต้องมาดแมนแฮนซั่ม หล่อล่ำดำขรึม ถึงจะได้มาตรฐาน... ไอ้ประเภทหุ่นอัฟริกา หน้าติมอร์อย่าได้สะเออะหน้ามาให้เห็น...ไม่มีทางได้แอ้มหรอก

จากวันเป็นเดือน - จากเดือนเป็นปี ความรักไม่มีวี่แววคืบหน้าแม้วันเวลาผ่านไป... เพราะที่ทำงานทั้งห้องมีผู้ชายอยู่แค่ 5 คน - เจ้านายก็มีเมียแล้ว... ไม่อยากตกเป็นภรรยาบุญธรรม
สองคนดันเป็นเกย์... อีกคนยังลังเลอยู่ว่าจะเป็นดีหรือเปล่า... คนสุดท้ายเป็นชายแท้ แต่กำลังถูกแย่งตัวระหว่างเกย์สองคนอยู่ ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สาม...นั่งรถมาทำงาน ก็สองชั่วโมงครึ่ง  กลับอีกสองชั่วโมงสี่สิบนาที กลับถึงบ้าน หมดสิ้นกำลัง

ขอนอนเอาแรงก่อน.........ขณะที่งีบหลับอย่างสนิท ภาพในความฝันที่เธอเห็นคือ สถาบันการศึกษาที่เธอจบมา...แหล่งที่มีเพศตรงข้ามชุกชุม เธอหวนรำลึกนึกถึงผู้ชายดีๆที่เขาเคยอุตส่าห์มาเฝ้าตามจีบ ตามง้อตามตื้อ แล้วเราเล่นตัวจนเคยตัว ในที่สุดผลประโยชน์ตกอยู่ที่เพื่อนสนิท เป็นที่เรียบร้อย...แหม ! ไม่น่าเลย ยิ่งคิดยิ่งเสียดายจริงจริ๊ง...ตื่นพอดี เจอโลกแห่งความจริง
ดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาว
ซองสีชมพูกลิ่น หอมๆ จากเพื่อนๆ เริ่มทยอยมา ตามหลังซอง กฐินซองผ้าป่าที่เพิ่งหมด ฤดูกาล... พอไปในงาน ดันเจอคำถามสะกิดใจอีกว่า
คิ'เมื่อไรจะถึงคิวแจกการ์ดของตัวบ้างล่ะ'...'โถ! การ์ดแต่งงานน่ะพิมพ์เสร็จแล้ว เหลือแต่ชื่อเจ้าบ่าวที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเป็นใคร เพราะครั้งนี้เขาเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ ยังงงๆ เรื่องปาร์ตี้ลิสต์อยู่เลย'  เอ๊ะ...เกี่ยวอะไรกัน!... ในใจก็ด่าว่า 'ก็ฉันอยู่เป็นโสดนี่มันไม่ดียังไง หนักกระบาลใครรึเปล่า'เคยตั้งคำถามกันไหม...ว่าทำไมต้องแต่งงาน (กันด้วย!)...
คำตอบจากเพื่อนๆ ที่แต่งงานแล้วหรืออยากจะแต่งงานอาจมีหลากหลาย... 'อยู่คนเดียวมันว้าเหว่ อยากมีใครสักคนไว้แก้เหงา ' ... รายนี้เห็นผู้ชาย เป็นตัวคลายเหงา'รายได้ไม่พอใช้ หาคนช่วย (หาเงิน)'ผมกลัวมาช่วยผลาญเงินมากกว่า'อยากมีลูก ก็ต้องหาพ่อก่อนสิ '...เกิดได้ลูกแล้วจะทิ้งพ่อรึเปล่าเนี่ยะ 'โรงงานพร้อมแล้ว ขาดผู้ประกอบการ'...
เจ้าของคำตอบกำลังหาผู้ร่วมลงทุนฯลฯ อันว่า' ชีวิตคู่ 'อยู่ไปเพื่อสิ่งใด ?ชีวิตคู่ คือ การเติมเต็มซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อมีชีวิตสมรสแล้ว ครึ่งหนึ่งของ ชีวิตเราจะหายไป ในส่วนที่ขาดจะมีครึ่งชีวิตของอีกฝ่ายมาเติมแต่งแห่งพื้นที่ ว่างนั้น ขณะที่ครึ่งชีวิตของเราที่หาย ก็มิได้สูญสลายไปไหนมันก็ไปเติมที่ว่างของคู่เรานั่นเอง จุดมุ่งหมายของ! การแต่งงานคือ การใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเป็นสามีภรรยาแล้วต้องมีความสุขมากกว่าตอนอยู่คน เดียว ถ้าตอนอยู่ด้วยกันแล้ว มีแต่ความทุกข์ ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานก็ไม่รู้ว่า จะแต่งงานไปหาพระแสงดาบคาบ ค่ายที่ไหน... อยู่คนเดียวมันส์กว่า ชีวิตคู่ต้องเกื้อกูลกันและกัน ความก้าวหน้าของสามี ภรรยาต้องมีส่วนอย่างน้อยก็ปลอบใจในยามที่สามีเครียดจากการงาน ชีวิตภรรยาถ้าไม่คิดเอาดี ในทางโลกก็เจริญในทางธรรม กำลังใจต้องได้จากสามีเช่นกัน อย่างน้อยก็อย่าหาทุกข์มาสุมเพิ่ม... ถ้าคู่รักของเราประกอบมิจฉาอาชีวะ ติดเหล้า เล่นการ พนันโกงบ้านกินเมือง ชีวิตอีกฝ่ายก็เหมือนตก นรกทั้งเป็น
เพราะฉะนั้นเวลาเลือกแฟนแทนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตา ฐานะการเงิน ยี่ห้อรถเก๋งที่ใช้อยู่ ฯลฯเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขแค่สองข้อที่จำแสนง่าย คือ >หนึ่ง - สุขใจยามอยู่ใกล้ชิด >สอง - คู่ช่วยคิดชีวิตก้าวหน้า  เพราะชีวิตคู่คือการเติมเต็มชีวิตแก่กันและกัน
  หาใช่เป้าหมายเพื่อการเสริม เพิ่มความเสียว เพราะอยู่คนเดียวก็เสียวได้ ไม่ง้อใครให้เสียเวลา
ไม่เสียชาติเกิดหรอกครับ ถ้าคุณจะใช้ชีวิตเป็นโสด ถือคติประจำใจว่า
'อยู่เป็นโสด ดีกว่ามีผัวเลว '

Mail foward

2009/Sep/23


ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยลัยเอกชน เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโทเขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านี้นด้วยแบบฝึกหัดง่ย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียนเขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วใส่  ลูกเทนนิส ลงไปจนเต็ม 'พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง " ?เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท แต่ละคนมีหน้ตาครุ่นคิดว่าอายรย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน  " เต็มแล้ว "
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แว้เทครวดเม็ดเล็ก ๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือกเขาหันไปถามนักศึกษาอีก  " เหยือกเต็มหรือยัง " ? 
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ ' เต็มแล้ว '

เขายังยิ้มเช่นเดิมหันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือกเม็ดทรายไหลงลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
 
  “ เหยือกเต็มหรือยัง ' ? 
เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆเงย ๆมองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้งมีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียนจวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที
 
หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทนเดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
 “
คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์ "   " แน่ใจนะ "  ' แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ '
คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใหสเหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมดทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี  “ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆไง "
เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้นผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ 
 เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเราลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อนสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจังสูญเสียไม่ได้ 
เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน,บ้าน,รถยนต์,ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ
ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำแต่เรามักจะหมกมุ่น  อยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ เหล่านี้ เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อนคุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆอยู่ตลอดเวลา
 
ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด  ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่าเพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุขใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆหาเวลาไปตรวจร่างกาย  พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุดพากันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง  เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆดูเลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด
 
หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรานักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
 “
แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับหมายถึงอะไร ? 
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า
การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่าไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใดในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...'

จาก MAIL FORWORD 

 

2009/Sep/23

มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน
ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว


คนสามคนนั้นคือ
  1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

                2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

                3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว
คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น


พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้ เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง เหตุผลข้างล่างนี้ เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน


3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที
คำตอบข้างล่าง

เขาตอบว่า 'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'

เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก
แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้ คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน..... 

จาก mail forward ค่ะ

 

 

2009/Aug/15

จากหนังสือ นิตยสาร Lisa

 ทำอย่างไรดี ออฟฟิศเด็มไปด้วยคนชอบพูดจาเชือดเฉือนและด่าทอกันไม่อยากไปทำงานเลย

    แม้จะเข้าเมืองตาหลิ่ว...แต่คุณไม่จำเป็นต้องหลิ่วตาตาม

    คนที่ออฟฟิศ ชอบพูดจาเชือดเฉือนและด่า.. คุณไม่จำเป็นต้องเลียนแบบหรือร่วมด้วย

    แต่ลองถอยออกไปเป็นผู้สังเกตการณ์อย่งไม่รู้สึกทุกข์-สุขกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีไว้ก็เพื่อศึกษา มีไว้เพื่อเห็นไม่มีไว้ให้เป็นทุกข์ เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปอย่างมีความเป็นอิสระได้

จงคอยดูว่าเพื่อนร่วมออฟฟิศของคุณเขากำลังทุกข์อะไรหรือ จึงได้ชอบพูดจาเชือดเฉือนและด่าทอกันไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าเฝ้าสังเกตจนรู้ถึงสาเหตุแล้วอยากจะมีส่วนช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น ก็นับเป็นคุณธรรมของคุณแต่คงต้องใช้ศิลปะพอสมควรทีเดียว ทว่าอย่าคิดที่จะจัดการหรือเปลี่ยนแปลงเขา คนที่พูดจาเชือดเฉือนและชอบด่าทอกันนั้น เชื่อเถอะค่ะว่า..เขาไม่มีความสุขแม้แต่น้อย ทางที่ดีก็คือทำให้เขาดู  โดยการพูดให้เขาได้ยินด้วยการใช้วาจาของอริยะ

   วาจาของอริยะ คือ การใช้ชีวิตอย่งเคารพคำพูดของตัวเอง เคารพบุคคลที่เราพูดด้วย และเคารพเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา ถ้าในทุก ๆ วันที่คุณตื่นขึ้นมาแล้วคุณต้องใช้การสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม หรือแต่วจีกรรมที่มีมโนกรรมที่ตั้งด้วยความชอบแล้วว่า.. เราจะไม่ทำให้ใครเจ็บปวดเพราะเราอีกต่อไป คุณจะเห็นว่าวาจาของคุณศักดิ์สิทธ์ขึ้น

   ไม่ใช่เพราะคนอื่นชอบฟังแต่เพราะคุณจะเห็นความอาจหาญโดยธรรมของการสื่อสารของคุณอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ใจของคุณไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตต่อไปไม่ว่าเรื่องนั้จะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่แต่เราสามารถทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่อง ...จบเรื่องได้

    ทำให้เขาเห็นบ่อย ๆ เถอะค่ะ หินกร่อนได้แม้สิ่งที่กระทบทุวันจะเป็นเพียงหยดน้ำเล็ก ๆ อย่าไม่อยากไปทำงานเลยค่ะ แต่จงถือเป็นแบบฝึกหัดหน้าสำคัญที่คุณต้องทำทุกวัน เพื่อให้เพื่อนร่วมออฟฟิศกลับมาสื่อสารกันอย่างคนที่จะช่วยกันพัฒนาโลกนี้ให้มีสังคมที่สงบเย็นและเป็นสุขร่วมกัน โดยการไม่ละเลยว่า...

    ทุนของชีวิตคือจิตที่ไม่ขุ่นมัวนั้นเป็นกระทวนการอันสำคัญของการสื่อสาร

 

2009/Jun/07

ความหมายแห่ง ความรัก แบบฉบับ ว.วชิรเมธี จากหนังสือ HUG MAGAZINE ฉบับที่ 3 15-14 มี.ค 52

ความรัก ความรู้สึก แสนพิเศษที่ทำให้รู้สึกดี ๆ ได้เสมอแต่หากจะนิยามความหมายของคำ ๆ นี้แล้วเชื่อแน่ว่าคงพูดกันไม่จบสิ้นเพราะต่างคนต่างให้ความแตกต่างกันไป  บางทีอาจทำให้คนอย่างเราๆ เข้าใจความหมายของรักมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

   หนุ่มสาวตอนมีคมรักนั้นๆ ก็มีทั้งสุขก็มีทั้งุข ทุกข์ ๆ ตอนที่สุขก็สุขจนน้ำตไหล แล้วต่อมาทุกข์ จนอยากจะฆ่าตัวตายมั่นไม่ได้ดังใจ เห็นไหม และในที่สุดก็คน ? เราเลือกแล้วก็บอกว่าสอบผ่านทุกมาตราฐานไม่ว่ามองด้วยองศาไหนร้อนแรงทุกองศา แต่ในที่สุด คบกันไปโอ้โห พอหมดหลังโปรโมชั่น ขี้บ่นก็ปานนั้น ขี้เหนียวก็ปานนั้น เอาแต่ใจนเองก็ปานนั้น ไหนหละคนสมบูรณ์แบบไม่มี เหมือนคำที่บอก NO ONE IS PERFECT  ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกในโลกนี่ไง สัจจะธรรม

   ใด ๆ ในโลกเกิดขี้นมาแล้วก็แตกดับไปหากเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนไปในท่ามกลางและแตกดับไปในที่สุด แค่นี้เวลาทุกข์เกิดขึ้นมาน้ำตาก็จะไม่ไหล

         ทุกอย่งในโลกล้วนเป็นไปได้ตามกฏ 3 ประการ

1) อนิจจัง คือไม่แน่

2)ทุกข์ขัง คือ ไม่ได้ดี

3)อนัตตา คือไม่มีอะไรสมบูรณ์

ทุกคนควรจจะตระหนักรู้ว่าในโลกนี้เป็นไปตามกฏ หากคบกับแฟนอยู่ดี ๆ แล้วขอเลิกแทนที่จะร้องไห้ฟูมฟาย แทบล้มตายเหมือนซีรีสเกาหลี เราก็บอกตัวเองว่าเออ จริงสินะมันไม่แน่ ตอนแรกก็รักกันมากเลย คบ ๆ กันไป มันจีดจางเฉย ๆ และแล้วก็จากกันไป เห็นไหม มันไม่แน่ อย่างที่พระท่านบอก

    สำหรับความหมายของคำว่ารักแท้ต้องเรียนรู้ก่อนว่ามีวิวัฒนาการ 4 ขั้น

1) รักตัวกลัวตาย  เป็นรักอิงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดไม่ต้องให้สอนเป็นความรักขึ้นพื้อนฐาน

2) รักใคร่ปรารถนา เป็นสัญชาตญาณการสืบพันธ์มนุษย์,สัตว์เดรัจฉาน

3) รักเมตตาอารีย์  เป็นความรักที่ประเสริฐมากทำให้มนุษย์ช่วยเหลือกันและกันแต่ยังเป็นรักที่อิงเงื่อนไข

EX. สายเลือดเดียวกัน ครอบครัวเดียวกัน พวกเดียวกัน หรือ พ่อ แม่ที่รักลูกก็เป็นความรักที่ไม่อิงสัญชาติญาณ การเอาตัวรอด ไม่อิงสัญชาติญาณการสืบพันธ์ แต่อิงเงือนไขประการใด ประการหนึ่งเรียกว่า ความรัก มีวาระซ่อนเร้น

4) รักมีแต่ให้ เป็นความรักที่หลุดพ้นจากโลภ โกรธ หลง EX. ในหลวงความรักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นรักที่ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น คือรักแท้จริงเกิดจากความกรุณาในจิตใจ ที่หลับไหลออกมาเองเหมือนผนอันชื่นใจ

  รักแท้เกิดจากปัญญาที่แท้จริง พอเรามีปัญญาที่แท้เราจะมีชีวิตที่แท้ด้วย เราจะเลิกเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกเลิกเป็นคนหลงตัวเอง เลิกทำร้ายมนุษย์ เพราะเราจะตระหนักอย่างถึงที่สุดว่า ที่จริงเพื่อนมนุษย์ กี่คือที่น้องกัน มองไปแล้วไม่เห็นใครสักคนหนึ่งที่คู่ควรกับการโกรธ เกลียด ชิงชังเรา

 ปัญญาที่แท้จะทำให้เรามีสายตาพิเศษที่สามารถทะลุทะลวงสมบัติบัญญัติที่เราสร้างขึ้นทั้งหมดแม้จะมีคน โกรธ เกลียด ชิงชัง เราจะไม่โกรธตอบ เราต้องมีปัญญาที่แท้ พอพัฒนาตนเองให้มีปัญญาที่ แท้เราก็จะมีความรักที่แท้ พอเรามีรักที่แท้ เราก็จะมีความสุขที่แท้ ปัญญาที่แท้ทำให้เกิดรักแท้ รักแท้ทำให้มีความสุขที่แท้การเข้าถึงรักแท้ ไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเจริญวิปัสสนา กรรมฐานขั้นสูงเท่านั้น อาจผ่านการดำเนินชีวิตในทุกวันของเรานี้แหละ ขอเพียงแต่เราเป็นคนนี้ เจริญสติอยู่เสมอทุกเรื่องที่คิดทุกกิจที่ทำ ทุกคำพูดทุกครั้งที่เคลือนไหว พยายามระลึกรู้อยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เติมเมล็ดพันธ์แห่งสติไปวันละนิดวันละหน่อยวันหน้าเมล็ดพันธ์แห่งสตินั้นจะผลิตเติบโตเต็มที่ รักที่แท้ก็จะเกิดขึ้นในใจเรา

    สำหรับผู้ที่ยังคงแสวงหารักเพื่อเติมเต็มชีวิต ขอให้เติมเต็มตัวเองให้เต็มเปี่ยมด้วยความรักเสียก่อน แล้วเผื่อแผ่ความรักไปยังคนรอบข้างทุกๆคน อีกไม่นาน คุณจะได้รับความรักกลับมาอย่างท่วมท้นเกินจะบรรยายเพราะความรักอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมจริง

 

2008/Sep/27

     "พันธกร" ผู้เขียนคอลัมน์ soul of sex และหนังสือ "อยากให้เซ็กซ์กับรักรู้จักกัน" พูดถึงคำกล่าวนี้ว่า เป็นการมองเพียงบางมุมของคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็มีพื้นฐานมาจากพฤติกรรมจริงๆ ของคน 

      "ถ้าผมจำไม่ผิด สมัยที่คุณสุกัญญา มิเกล ออกเทปในยุคก่อน ทีมประชาสัมพันธ์ใช้คำว่า ผู้ชายใช้ความรักแลกเซ็กซ์ ผู้หญิงใช้เซ็กซ์แลกความรักเป็นคำโปรโมท ตอนนนั้นมีการหยิบยกเอามาพูดกันมาก ถึงจะเป็นคำที่แรงหน่อย แต่ก็สะท้อนความจริงบางอย่าง   

    ในคำพูดนี้มันสะท้อนมุมมองว่า ผู้ชายนึกถึงเรื่องเซ็กซ์ก่อน ขณะที่ผู้หญิงก็แอบอิงอยู่กับอารมณ์โรแมนติก คือ ความรัก เพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก บางครั้งก็จำต้องยอมมีเซ็กซ์ หวังว่าเมื่อให้สิ่งที่มีค่าที่สุดแก่เขาแล้ว เขาก็จะรักตัวเองคนเดียว ไม่เหลือใจให้คนอื่น ซึ่งบ่อยครั้งก็ผิดหวังนะ ถ้าเจอผู้ชายเลวๆ ที่หลอกกินไข่แดงอย่างเดียว     

   ถามว่ามีมูลความจริงไหม มีครับ ธรรมชาติของผู้ชายนั้น เซ็กซ์เป็นการแสดงออกซึ่งความรักอย่างหนึ่ง ต้องบอกว่าอย่างสุดซึ้งด้วยนะครับ แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว ดอกไม้ช่อหนึ่ง คำพูดหวานๆ ข้อความทางโทรศัพท์ และอื่นๆ อีกสารพัด ล้วนเป็นเครื่องหมายของความรัก หรือเป็นการบอกรักทั้งสิ้น       

    นักเพศวิทยาบอกว่า ผู้ชายจะรู้สึกรักมากๆ หลังมีเพศสัมพันธ์ เวลานั้นผู้หญิงจะหว่านล้อมหรือขออะไรมักจะได้ ขณะเดียวกันเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เป้าหมายของผู้หญิง การร่วมชีวิตต่างหากที่เป็นเป้าหมาย เมื่อผู้หญิงรักใครสักคนหนึ่ง เธอปรารถนาจะได้อยู่เคียงข้างเขา ร่วมชีวิตกัน ยึดมั่นถือมัน รู้สึกหวงแหนเป็นเจ้าของ        

   จุดอ่อนตรงนี้ทำให้ผู้ชายที่ไม่ดีใช้เป็นเครื่องต่อรองกับผู้หญิง ออดอ้อนขอมีเพศสัมพันธ์ พอได้ยินคำว่ารักเข้าหน่อย เขาออดอ้อนสักหน่อย ก็อ่อนระทวยแล้วก็ยินยอม ถ้ามีอะไรๆ กันแล้ว ความสัมพันธ์ได้รับการสานต่อและปฏิบัติต่อกันอย่างรับผิดชอบก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นล่ะ จะทำอย่างไร นี่เป็นข้อที่ลูกผู้หญิงจะต้องฉุกคิดและใช้เป็นอนุสติเตือนตัวเองทุกๆ ครั้ง แล้วชั่งใจให้ดีๆ ว่าจะแลกหรือไม่แลก"       

  พันธกรบอกว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์ ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงที่ตรงนี้    

   "ปัญหาระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความรักและเพศสัมพันธ์ จะนุงนังกันไปทั้งชีวิตนั่นแหละ ชั่วโมงหวานชื่นมันสั้น แต่ชั่วโมงที่ต้องกัดฟันมันยาว          

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าตกลงรักกันแล้ว ก็ยังต้องช่วยกันสร้างฐานะ สร้างครอบครัว แต่งงานกันทีสมัยนี้แทบสิ้นเนื้อประดัวนะ ถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องถ่ายรูปแต่งงานกันเป็นหมื่นๆ แสนๆ เก็บไว้กินไว้ใช้ไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็มักรู้สึกกันว่ามันเป็นหน้าเป็นตา แล้วชั่วโมงที่ยังหวานกันอยู่นั้น อะไรที่ให้กันได้ก็ให้กันหมดแหละ     

   ผมคิดว่าชีวิตหลังผ่านการแต่งงานนั้นสำคัญมาก บางคู่เลือกที่จะไม่แต่งกันเลย คืออยู่กันไปเรื่อยๆ เผื่อเอาไว้ว่าต้องไปกันคนละทาง ซึ่งบอกตามตรงว่าผมไม่ชอบ ผมคิดว่าถ้าคุณศึกษากันมาระดับหนึ่งแล้ว ควรตัดสินใจแต่งงานกัน จัดงานเล็กๆ ก็พอ เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อสุภาพสตรี เวลาถูกติฉินนินทา ผู้หญิงจะถูกต่อว่ามากกว่าผู้ชาย และเธอจะรู้สึกอับอายมากกว่าหลายเท่า     

   แต่งงานแล้วต้องช่วยกันสร้างฐานะ ถึงเวลานั้นปัญหาความต่างเรื่องเพศจะเกิดขึ้นอีก ผู้หญิงก็อยากจะทำงานนอกบ้าน ผู้ชายก็อยากจะให้เธออยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน โดยเฉพาะเวลาที่มีลูก ก็เถียงกันเรื่องเพศและความเท่าเทียมกันทางเพศอีกยกหนึง        ไหนจะเรื่องความเฉื่อยชาหรือความกระตือรือร้นทางเพศที่ไม่เท่ากันอีกล่ะ ผู้ชายต้องการมาก บางคู่ผู้หญิงต้องการมาก แล้วอีกฝ่ายไม่ตอบสนอง บางทีก็เผลอไผลไปมีอะไรๆ กับคนอื่น เพราะความต้องการตามธรรมชาติเรียกร้อง ตรงนี้จะทำยังไง       

  ไหนจะเรื่องความรักความเอาใจใส่ ผู้หญิงต้องการความรักตลอดชีวิต คิดถึงฉากโรแมนติกอยู่ตลอดเวลา ผู้ชายจะให้ได้ไหม เห็นความสำคัญหรือเปล่า           ยังไม่ต้องพูดเรื่องปลีกย่อยอย่างหลั่งช้าหลั่งเร็ว ผู้หญิงไม่เคยไปถึงจุดสุดยอด การคุมกำเนิด การซื่อตรงต่อกัน และอื่นๆ อีกสารพัด พูดง่ายๆ ว่าแม้ผู้ชายจะถูกสร้างมาคู่กับผู้หญิงในทางเพศ แต่ด้วยภาวะความเป็นมนุษย์ ค่านิยมของสังคม และเหตุปัจัยอื่นๆ แค่เรื่องเพศก็ไม่พอหรอก ที่จะดึงดูดผู้หญิงผู้ชายเข้าหากัน และเหนียวแน่นอยู่อย่างนั้นทั้งชีวิต     

  ผู้หญิงก็จะเฝ้าแต่สงสัยว่าผู้ชายรักเธอจริงแค่ไหน ยังรักอยู่หรือเปล่า แอบไปมีใครบ้างมั้ย ทำไมวันนี้กลับบ้านดึก ช่วงนี้แต่งตัวจัดสังคมจัดนะ ก็จะคิดไปสารพัด ถามว่าถึงชั่วโมงนั้น ใครเอารักแลกเซ็กซ์ ใครเอาเซ็กซ์แลกรัก สำคัญหรือเปล่า ไม่สำคัยแล้ว      

     ฉะนั้น อะไรจะแลกกับอะไรโดยใคร สำหรับผมถือเป็นแค่บันไดขั้นแรกทีห่ญิงชายจะไปด้วยกันหรือไม่ไปด้วยกันตลอดชีวิต บางคู่อาจหกล้มเสียตั้งแต่บันไดขั้นแรกนี่แหละ เกิดไม่ชอบขนาดของอีกฝ่ายขึ้นมา หาใหม่ ก็ไปไม่รอด จริงมั้ย       ทุกๆ จังหวะในชีวิตจึงสำคัญไปหมด ไม่สำคัญว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแต่สำคัญว่าเป็นมนุษย์แค่ไหน เป็นมนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบ มีศีลมีธรรม มีความหเนอกเห็นใจ ผมคิดว่าถ้าเราข้ามเรื่องความเป็นเพศหญิงเพศชายไปได้ แต่อยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติที่แตกต่างกันก็จะไม่เป็นปัญหาเลย"  

jakjee.com

2008/Sep/27

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเหงาอยู่ริมรั้วเธอมองดูกระถางต้นไม้ที่แห้งเฉา ดินแตกระแหง แต่ยังมีเมล็ดพืชงอกงามอยู่ในนั้น เธอเก็บเมล็ดพืชนั้นมาด้วยความสงสัย...อยากรู้ว่ามันงอกขึ้นมาได้อย่างไร?

..
วันที่ 1       เธอนำเมล็ดพืชนั้นมาปลูกในกระถางใบใหม่..รอคอยวันที่มันจะเติบโต เธออยากเห็นเมล็ดพืชโตเร็วจึงรดน้ำจนล้นกระถาง..

..
วันที่ 2      เธอเฝ้าดูการเจริญเติบโตของเมล็ดพืชนั้น..ทันใดนั้นก็มีปลาทองออกมาจากเมล็ดนั้น เด็กหญิงเอาปลาทองใส่ไว้ในโหลและคิดว่าคงรดน้ำมากเกินไปจึงเอากระถางไปใส่ไว้ในเตาอบและเฝ้าดู

..
วันที่ 3      เธอเปิดเตาอบออกดูเห็นลูกไก่เดินอยู่ในนั้น มันมองมาที่เธอและเดินตามเธอตลอดเวลา เด็กหญิงมีความคิดว่าควรจะใส่ปุ๋ยให้มันและเริ่มเทปุ๋ยจนหมดถุง และ..รอ

..
วันที่ 4      มีริบบิ้นสีแดงออกมาจากเมล็ด เธอดีใจมากนำริบบิ้นมาผูกให้กับลูกไก่ แต่ละวันเด็กผู้หญิงจะเฝ้ารอดูว่าจะมีอะไรออกมาจากเมล็ดพืชอีก เธอมีความสุขกับการได้ดูแลเมล็ดพืช รดน้ำ พรวนดิน ให้แสงแดดที่แรงกล้า

...
วันที่ 30    เด็กหญิงเบื่อที่จะรดน้ำ พรวนดิน ให้แสงแดด และดูแลต้นไม้ เธอรู้สึกไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่จะออกมาจากเมล็ดพืชนั้นเหมือนแต่          

                    ก่อนเธอทิ้งต้นไม่นั้นไว้โดยไม่สนใจมันอีก..ต้นไม้เริ่มแห้งเฉาใบไม้เริ่มเป็นสีเหลือง ไม่มีอะไรออกมาจากเมล็ดพืชอีก..

..
วันที่ 180   ใบไม้เริ่มแห้งกรอบ ดินเริ่มแตกแยกเหมือนครั้งแรกที่เด็กหญิงเจอมัน..เธอเศร้าเสียใจอย่างมาก

...วันที่ 250   เด็กหญิงรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ...เธอมีความหวังที่จะได้พบสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอย่างที่เคยเป็น

..
วันที่ 251   เธอนำกระถางมารับแสงแดดอ่อนๆตอนเช้าด้วยใจที่เบิกบานและเต็มไปด้วยความหวัง

..
วันที่ 252   เธอใส่ปุ๋ยและพรวนดินให้ต้นไม้ มีลูกไก่ที่ผูกริบบิ้นสีแดงและปลาทองในโหลอยู่ใกล้ๆ

..
วันที่ 300    การเอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิดของเธอทำให้ต้นไม้กลับมาออกใบเขียวชอุ่ม..และที่น่าประหลาดใจคือ เมล็ดพืชกลายเป็น   

                  ดอกแดงเล็กๆรูปร่างคล้ายหัวใจ... เด็กหญิงตื่นเต้นดีใจกว่าทุกครั้ง

..
วันที่ 340      เธอร้องเพลงและพูดคุยกับดอกไม้สีแดงนั้นทุกเวลาที่ว่าง เธอรู้สึกมีความสุขมาก..ที่ได้คอยเอาใจใส่โดยไม่ได้สนใจว่ามันจะกลาย

                 เป็นอะไรต่อไป..เด็กหญิงไม่คาดหวังให้ดอกไม้กลายเป็นสิ่งใด เธอเพียงทนุถนอมและดูแลมันอย่างดีที่สุด

..
วันที่ 365 เด็กหญิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง กระถางตรงหน้าเธอไม่มีดอกไม้สีแดงรูปหัวใจอีกแล้ว ดอกไม้ที่เธอเฝ้าดูแลหายไป!!

                  ..แต่เธอไม่เศร้า ไม่เสียใจ ไม่ร้องไห้ เพราะเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง เขาสามารถพูดคุยกับเธอ ยิ้มให้เธอ ไปทุกที่กับเธอเข้าใจเธอ และเธอก็ไม่เคยเหงาอีกเลย...... 

 
                     ** คุณรู้หรือยังว่าดอกไม้สีแดงรูปหัวใจกลายเป็นอะไร? **

เด็กผู้หญิงใช้เวลา 1 ปี ในการเรียนรู้เรื่องความรัก และในที่สุดเธอเรียนรู้ว่า

1.     ต้นไม้แห่งความรัก หากรดน้ำ พรวนดิน ให้แสงแดดที่จัด และดูแลต้นไม้มากจนเกินไปไม่ได้แปลว่ามันจะเจริญเติบโต แต่มันอาจกลายเป็นสิ่งที่เธอคิดไม่ถึง อาจดูน่าสนใจแต่สิ่งที่ได้มานั้นจะนำมาซึ่งความผิดหวัง เสียใจก็เป็นได้
2.      
การที่เราคาดหวังกับความรักมากเท่าไรเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังเราจะยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น และถึงแม้เราจะยอมรับที่จะสูญเสียแต่ก็ไม่มีทางหนีจากความเจ็บปวดได้
3.    
ช่วงแห่งการดูใจกันหากจะรักใคร จงปลดปล่อย "คนที่รัก" ให้เป็นอิสระ หากรักนั้นย้อนกลับมา รักนั้นก็คือของเราและจะเป็นของเราตลอดไป หากรักนั้นมิได้กลับมา รักนั้นก็มิได้เป็นของเราตั้งแต่แรก
4.    
การเอาใจใส่กันเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ความรักคงอยู่ต่อไป
5.
ไม่มีคำว่าสาย สำหรับความรักแท้ เพราะ รักเริ่มต้นใหม่ได้ด้วย          
         -
การรู้จักให้อภัย รู้จักลืมสิ่งที่เคยผิดพลาดระหว่างกัน
         -
การรู้จักขอโทษ และไม่พยายามทำผิดอีก
         -
ความอดกลั้น อดทน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน
         -ความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วปรับความเข้าใจใหม่อยู่เสมอ 
         -
ความไว้วางใจกัน
ต่างต้องรู้จักเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของกันและกัน จงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก  เพราะว่า ต้นไม้ใดๆ ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้

         - ความเสียสละ ไม่ยึดติด ไม่เรียกร้อง และปราศจากเงื่อนไข

        คุณล่ะใช้เวลาเท่าไรในการทำความรู้จักและพยายามเข้าใจในคำว่า "รัก"..... และคำว่า "รัก"ของคุณเป็นเช่นไร?

คัดลอกจาก  blog hunsa.com